[Trans] JYJ Magazine บทที่ 1: สมาชิกวง JYJ พูดถึงความลำบากที่พวกเขาต้องทนตอนออกมาจาก SM – ฉบับเต็ม

[Trans] JYJ Magazine บทที่ 1:
สมาชิกวง JYJ พูดถึงความลำบากที่พวกเขาต้องทนตอนออกมาจาก SM – ฉบับเต็ม

ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก
“มันหนาวมากจริง ๆ ฤดูร้อนในปีนั้น”
แม้เราจะไม่ได้บอกกล่าว เราเคยหวังว่าสิ่งที่เราอยากจะถ่ายทอดและสิ่งที่เราปรารถนาจะเป็นที่เข้าใจโดยผู้คนและโลกใบนี้ เราไม่รู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่จะมันชัดเจนว่ามันไม่ใช่เวลาที่จะ “อยู่เหมือนเดิมอย่างตอนนี้”

 

ในที่สุด เขาเดินออกมาเพื่อตามหา ‘ความสุข’ และเสาะหา ‘ความฝัน’ ครั้งหนึ่งย่างก้าวของเราเคยหนักอึ้ง และหวาดกลัวเหลือเกินกับอนาคตที่ริบหรี่ แต่เพราะเห็นแก่ ‘ความสุข’ และ ‘ความฝัน’ ที่สมบูรณ์แบบนั้น มันดูเหมือนเราสามารถสลัดการก้าวเดินที่หนักอึ้งและความกลัวออกไปได้
และด้วยชื่อของ “JYJ” พวกเรากลายเป็นหนึ่งเดียว
สารบัญ: บทที่ 1
– เรื่องราวที่เก็บเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ
– วันหนึ่ง ความจริงจะเป็นที่รับรู้
– ละทิ้งทุกอย่างเพื่อเห็นแก่อนาคต
– การมีสมาชิกวงอยู่เคียงข้างคือความปลอบใจเดียว
– เราเจอคนเพียงคนเดียวที่ใส่ใจเรา
– จุดเริ่มต้นซึ่งทั้งหมดที่เรามีคือความรักและความไว้ใจ
– กลับสู่โลกกว้างอีกครั้ง หัวเราะอย่างสุขใจ
__________________________________________________

– เรื่องราวที่เก็บเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ –

ในฤดูร้อนของปี 2009 คิมแจจุง ปาร์คยูชอนและคิมจุนซูตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่างที่พวกเขามีในตำแหน่งที่ยืนอยู่ ความโด่งดังและเงินทองไม่สำคัญอีกต่อไป ถ้าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นทุกๆ อย่าง มันไม่มีหนทางที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่มืดมนและเซื่องซึม ไม่โหยหาอะไรอีกนอกจากความสุขและความฝัน มีคนสองคนอยู่เคียงข้างอย่างมั่นคงและมุ่งมั่นเป็นขุมพลังและการปลอบใจเดียวที่มี เมื่อโลกภายนอกและผู้คนในวงการถาโถมเข้ามาด้วยการคาดเดาที่รุนแรง ข่าวลือที่มุ่งร้ายและคำกล่าวหาเชิงลบ สิ่งเดียวที่ต้องทำคือเงียบเสีย คำวิจารณ์ที่โผล่ขึ้นมา แม้ว่ามันยากจะพูดและได้แต่เพียงกล้ำกลืนข่าวลือลงไป ทุกคนไม่ได้รับการตอบโต้ใดๆ เพราะพวกเขาเข้าใจว่า “มันจะเป็นการถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง”
ปาร์คยูชอนบอกว่า “บริษัท SM Entertainment เอเจนซี่ของเราในตอนนั้นคงคิดเหมือนกันแต่พอมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าฝ่ายเรารู้สึกเสียใจมากกว่า ถึงตอนนั้นผมก็ยังคิดว่าเราควรจะพยายามหลีกเลี่ยงคำพูดที่จะสร้างความเจ็บปวดและทำร้ายกันและกัน ข่าวลือมีไม่จบสิ้น แต่ผมคิดว่ามันคงต้องเป็นแบบนั้น เราเลยอดทนกันจนถึงที่สุด เราไม่เคยคิดว่าข่าวลือแรงๆ จะมีผลต่อการตัดสินใจของเรา เราได้แต่หวังอยู่ในใจลึกๆ ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนและโลกใบนี้จะได้รู้ความจริง ผมคิดแบบนั้นครับ”
ความคิดของคิมจุนซูไม่ได้ต่างกันนัก “เราก็ลำบากมากเหมือนกันครับ แต่พี่ชางจูขอร้องให้เราอดทนพักหนึ่ง ทุกอย่างจะไม่เป็นไรหลังจากคดีฟ้องร้องได้ข้อสรุป ถ้าเราตอบโต้กับทุกอย่าง เรื่องต่างๆ มันจะยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกที ถ้าเราอดทนไว้ก่อน มันจะจบลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเรื่องเล็กๆ ถูกทำให้ยืดเยื้อออกไปเป็นเวลานาน มันจะยากเย็น พยายามจะหาความสบายใจและผ่านพ้นวันของเราไปแบบนั้น แม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่นอกจากอดทนและอดทนแล้ว มันไม่มีหนทางอื่น”
พี่คนโตอย่างคิมแจจุงก็บอกว่าช่วงเวลาเหล่านั้นลำบากเช่นกันและเขาได้แต่เก็บทุกๆ อย่างไว้ในใจ “เราคิดอยู่ในใจว่านี่อาจเป็นการต่อสู้ที่ต้องพ่ายแพ้ แต่เราหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนจะเข้าใจทุกอย่างในใจเราถึงแม้ว่าเราจะไม่พูด ตอนนั้นมันไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะพูดแทนเรา มันไม่มีอะไรเลยที่เราทำได้นอกจากอยู่อย่างเงียบๆ ทุกอย่างที่ออกมาจากปากของเราจะสร้างความเข้าใจผิด และถึงแม้เราจะบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้นนะ เราก็จะถูกมองเป็นคนขี้ขลาด เราเลยพูดอะไรไม่ได้ครับ”
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ผ่านพ้นมา สมาชิกวงจดจำฤดูร้อนของปี 2009 ด้วยความเจ็บปวดมากมาย ว่ากันว่าถึงเรื่องจะลำบากอย่างเราคนเราจะพูดถึงเรื่องนั้นได้โดยไม่รู้สึกอะไรเมื่อเวลาผ่านไป แต่การถอดถอนใจที่ยาวนานยังคงมีอยู่จนถึงตอนนี้
__________________________________________________

– วันหนึ่ง ความจริงจะเป็นที่รับรู้ –

ในตอนนั้น ข่าวลือเสียหายถูกกระพือว่าธุรกิจเครื่องสำอางเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาของพวกเขา แต่สมาชิกวงยืนยันว่านี่เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยและไม่เกี่ยวกับประเด็นทั้งหมดเลย
คิมแจจุงบอกในขณะที่หวนคิดถึงช่วงเวลานั้น “อย่างที่หลายต่อหลายคนทราบดี การตัดสินใจทำธุรกิจเครื่องสำอางเป็นความจริง เราพูดกับสมาชิกวงเรื่องการลงทุนและว่ามันน่าจะดีที่ได้หาเงินด้วยกัน สมาชิกวงแต่ละคนจะดูแลยอดขายของตัวเองดังนั้นจึงเกิดความแตกต่าง ตอนนั้นเราปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจของเรากับเอเจนซี่ แต่พวกเราถูกปฏิบัติเหมือนเป็นเด็กๆ และเอเจนซี่บอกแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าให้เราหยุดและกล่าวโทษว่าเป็นความผิดเรา – ถ้านายทำธุรกิจมันจะมีปัญหากฎหมายนะ – มันมีข้อจำกัดมากมายกับบริษัทโฆษณา ฯลฯ ภายใต้สถานการณ์นั้น ข้อขัดแย้งกับเอเจนซี่จะยิ่งมีมากขึ้นถ้าเวลายิ่งผ่านไป เราก็เลยบอกว่าเราจะหยุดทำธุรกิจเสีย”
แต่หลักใหญ่ใจความของความขัดแย้งไม่ได้ง่ายขนาดนั้น จุดกำเนิดของความขัดแย้งหยั่งรากลึกขึ้นตามกาลเวลา
“เรารู้ว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ เพียงคิดคำนวณกันอย่างง่ายๆ ว่าเราถ่ายโฆษณากันไปกี่ตัว เราขายไปได้กี่อัลบั้ม สถานการณ์ของเราเป็นที่ทราบไปทั่วโลก แต่รายได้ของเราไม่ได้แตกต่างจากอดีตเลย แม้แต่ตอนที่ยอดขายเพิ่มขึ้น เขาจะบอกเราว่ารายจ่ายก็เพิ่มขึ้นเหมือนกัน เราไม่มีอะไรที่จะพูดได้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือสัญญานาน 13 ปี ถึงจะหักตอนรับราชการทหาร 2 ปีออกไป มันก็จะนานจนถึงอายุ 35 ปี”
“เราหวังทุกวันว่าจะได้นอนหลับแค่ซัก 2 ชั่วโมงก็ยังดีในช่วงที่ทำงานอยู่ เราอ่อนเพลียไม่ว่าจะเป็นทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ มันไม่มีโอกาสที่จะได้พบปะกับเพื่อนๆ เพราะเราทำงานทุกวัน ทุกคนบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องเสียไปกับการเป็นดารา ได้รับเงินทองและชื่อเสียงมา มันมีสิ่งที่ได้มาและเสียไปนะ นอกจากการสูญเสียทุกอย่างไปเรื่อยๆ มันมีทางเลือกอื่นอะไรอีกบ้าง?” (คิมจุนซู)
สมาชิกวงเชื่อว่าประเด็นหลักของความขัดแย้งคือระบบ สภาพแวดล้อมและระบบที่ล้อมรอบตัวพวกเขาเป็นกำแพงใหญ่ยักษ์ที่พวกเขาทำลายออกไปไม่ได้ ความสุขที่แท้จริงจะหาได้พบในระบบนี้หรือ?
“เราเปิดใจและพูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับหลายๆ เรื่องในระบบของเอเจนซี่และบอกว่าเราอยากให้มีการปรับปรุงอะไรบ้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาแสดงให้เห็นว่า ‘รับฟัง’ เรานั้นอยู่เพียงแผ่นกระดาษ ในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เราแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรต่อไปไม่ไหวเพราะนี่เป็นหลังจากที่เราได้ทราบมาหลายเรื่องแล้ว ถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานในฐานะศิลปินอีกหลังจากนี้ ผมคิดว่าเราก็ทำงานด้วยกันไม่ได้อีกต่อไป” ปาร์คยูชอนระลึกถึงตอนนั้น
สำหรับหลายๆ คน บริษัท SM Entertainment ดูเหมือนจะเป็นรั้วที่หนักแน่นและใหญ่โต แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันเป็นเพียงรั้วที่ดูดีภายนอกเท่านั้น เมื่อนึกถึงว่าอะไรเกิดขึ้นในตอนนั้นบ้าง คิมแจจุงและปาร์คยูชอนกระดกแก้วไวน์รวดเดียวหมด คิมจุนซูที่ไม่ดื่มก็เอื้อมมือไปหยิบกาแฟเย็นและดูไม่สบายใจนิดหน่อย
__________________________________________________

– ละทิ้งทุกอย่างเพื่อเห็นแก่อนาคต –

ความทรงจำของผู้ชาย 3 คนถูกเรียกกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ พวกเขามุ่งมั่นตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่าง ในตอนนั้น วงที่พวกเขาอยู่ (DBSK) จัดทัวร์คอนเสิร์ตในประเทศญี่ปุ่นสำหรับแฟนๆ 500,000 คน ก้าวขึ้นไปยังเวทีที่ใฝ่ฝันอย่างโตเกียวโดม พวกเขาเป็นสุดยอดดาราจริงๆ ใช่ DBSK คือตัวอย่างแก่นักร้องเอเชียทุกคน ไอดอลของเหล่าแฟนๆ
พวกเขาแตะสถิติใหม่ทุกวัน ถึงตอนนี้ ทั้งสามคนตัดสินใจและลงมือทำ พวกเขาบอกว่า “การแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะออกจากบริษัทในตอนที่โด่งดังที่สุดจะให้เป็นที่กล่าวถึงมากกว่า” “มันจะไม่ได้ผลถ้าออกจากบริษัทตอนที่พวกเราไม่โด่งดังแล้ว เมื่อออกมาช่วงธรรมดาๆ ผู้คนอาจจะพูดว่าเพราะสุขภาพเราไม่ดีแล้ว แต่เวลาทีไอดอลซึ่งเป็นที่อิจฉาบอกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ‘มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่พวกเขาทำแบบนี้’ – มีเพียงตอนนั้นที่ผู้คนจะคิดแบบนี้” JYJ บอกอย่างเป็นเอกฉันท์
ทั้งประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นสอดส่องและรายงานข่าวเรื่องของพวกเขา เพราะมันเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของศิลปินกระแสเกาหลีในตอนนั้น ความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับความสนใจมากมาย คิมจุนซูบอกว่า “ภายใต้เวลาสั้นๆ เพราะการเป็นจุดสนใจ มันน่ากลัวครับ ไม่ใช่คนบาปแต่ก็หวาดกลัวที่จะออกไปข้างนอก รูปถ่ายของพ่อแม่ผมถูกเบลอใบหน้าและแปะขึ้นข่าวในทีวี ราวกับว่าเราได้กลายเป็นนักโทษ แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ในที่สุดแล้ว ผมก็เครียดจนผมร่วง”
หลังจากตัดสินใจและลงมือทำ การไม่สามารถรักษาสัญญาที่ว่า “ห้าคนจะไม่มีวันแยกจากกัน” เป็นความเสียใจใหญ่หลวงที่สุดในสายตาของแฟนๆ มากมาย แต่มันคือพวกเขาที่ต้องทุกข์กับความเจ็บปวดมากกว่า แต่ละฝ่ายมีความคิดที่แตกต่างกันและพวกเขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าทุกคนมีหนทางของตัวเองที่เลือกเดิน
เพราะมันคือการตัดสินใจที่ทำให้อนาคตที่ริบหรี่ยิ่งไม่มั่นคง พวกเขาจะไม่สั่นคลอนง่ายๆ มีผู้คนมากมายที่แสร้งทำเป็น ‘อยู่ข้างเรา’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาพยายามจะลองทดสอบหรือสร้างความแตกแยก สายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกวง 3 คนแน่นเหนียวยิ่งขึ้นและพวกเขาพึ่งพากันและกัน มีเอเจนซี่ใหญ่ๆ ที่สัญญาจะให้ค่าตอบแทนสำหรับสัญญาจ้างหลายล้านเป็นเหยื่อล่อราคาแพง แต่พวกเขาไม่ได้วอกแวก พวกเขาไม่เคยยอมแพ้กับการหลอกล่อนั้น
“มันคือการรับรู้ว่าถึงแม้ไม่มีหนทางจะได้เป็นนักร้องอีก อนาคตก็จะดีขึ้น” ถ้ามันไม่มีทางจะได้เดินต่อไปบนถนนสายนี้แล้ว ก็จะ “ไปอยู่แถวชนบทและหาที่ดินที่ใหญ่พอจะปลูกผักหากินได้ 3 มื้อ” เพราะว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นหนักแน่น มันไม่มีความผิดหวัง ความกลัวและความไม่มั่นใจค่อยๆ หายไปทีละเล็กละน้อยโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้มันไม่มีความรู้สึกแบบนั้นแล้ว
__________________________________________________

– การมีสมาชิกวงอยู่เคียงข้างคือความปลอบใจเดียว –

สงครามเริ่มต้นตั้งแต่นั้นมา แม้ว่ามันเป็นฤดูร้อนที่อบอุ่นกว่าครั้งไหนๆ แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันเป็นฤดูหนาวที่เย็นยิ่งกว่ายุคน้ำแข็ง โดยเฉพาะเมื่อมีความคิดเห็นที่ลำเอียงอยู่รอบกายของพวกเขา มันเหมือนกับการกรีดหัวใจด้วยมีดอย่างโหดร้ายมากกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากสำหรับทุกคน คำว่า “ไฟท์ติ้ง!” ก็ไม่ได้ช่วยปลอบใจได้เลย
ยูชอนบอกว่า “แม้กระทั่งตอนนี้ผมสงสัยว่าคำว่า ‘ไฟท์ติ้ง!’ สำหรับคนที่ดูเหมือนกำลังจะตายจากความเจ็บปวดจะเป็นพลังให้กับเขาได้หรือ แต่ผมรู้สึกว่าหัวใจก็ของผมเข้มแข็งขึ้นยามที่สมาชิกวงยืนอยู่เคียงข้างโดยไม่พูดอะไร”
เพราะการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอดกลั้น มันยิ่งเหน็ดเหนื่อยสำหรับคิมจุนซู “ผมอดทนผ่านมาได้เพราะผมมีสมาชิกวง ตอนที่เราสามคนเจอกันและพูดคุยกัน เงื่อนปมแห่งความซึมเศร้าก็ถูกคลายออก หัวใจของเราก็ป่วยเหมือนกัน ผมเลยอดทนมาได้ครับ”
คิมแจจุงบอกว่า “ถ้าผมถูกกดขี่ด้วยโทษทัณฑ์ของการละเมิดสัญญา แม้แต่ผมจะถูกเตะออกมาและต้องไปอาศัยอยู่ตามป่าเขา ผมรู้สึกว่าผมจะผ่านมันไปได้ถ้าสมาชิกวงของผมอยู่เคียงข้าง ผมถูกหักหลังจากคนที่ผมไว้ใจจริงๆ และภายใต้สถานการณ์แบบนั้น สมาชิกวงเป็นคนกลุ่มเดียวที่ผมไว้ใจได้”
ในการยืนหยัดและเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่พวกเขาต้องอยู่ มิตรภาพลึกซึ้งเติบโตระหว่างพวกเขา พวกเขาสามารถมองเห็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและเริ่มรู้สึกขอบคุณเรื่องเหล่านั้น พวกเขาได้รับรู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร จะโชคดีและมีความสุขสักเพียงไหนที่ได้ยืนบนเวที
__________________________________________________

– เราเจอคนเพียงคนเดียวที่ใส่ใจเรา –

ท่ามกลางสถานการณ์ซึ่งเราไม่มีอะไรเลย ก็มีแสงสว่างแห่งความหวังผ่านเข้ามา คิมจุนซูได้รับการแนะนำให้รู้จักกับผู้จัดการแบคชางจูโดยรุ่นพี่ที่เขารู้จัก แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีใครให้หันหน้าไปหา มันไม่ใช่ว่าพวกเขาเชื่อใจและทำตามแบคชางจูทันทีตั้งแต่ต้น ปาร์คยูชอนและคิมแจจุงได้รับการแนะนำให้รู้จักกับแบคชางจูเช่นกัน แต่พวกเขารักษาระยะห่างอยู่พักใหญ่ มันเป็นเพราะพวกเขาเคยรู้สึกถึงการถูกทรยศอย่างมากจากผู้คนที่พวกเขาเคยไว้วางใจ มันเป็นเพราะพวกเขาทรมานจากบาดแผลลึกในขณะที่ประท้วงต่อระบบที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทเดิม มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่พวกเขาจะไม่เปิดใจให้ใครง่ายๆ
ปาร์คยูชอนใช้กว่าเวลาหกเดือนอยู่ในสภาพนั้น “เคยมีบริษัทเอเจนซี่ที่ติดต่อมาเสนอว่าจะให้เงินล่วงหน้ามหาศาล แต่จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่เงิน มันสำคัญมากกว่าว่าเราจะสามารถทำงานได้อย่างอิสระแค่ไหน ผมเจอพี่ชางจูเป็นครั้งแรกตอนที่เราเจอกับทนายเรื่องคดี มีผู้ชายท่าทางถ่อมตัวคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ เป็นเวลากว่า 6 เดือนที่เราไม่ได้โทรหากันและกันนอกจากตอนที่จำเป็นจะต้องติดต่อเรื่องงาน” เพราะว่าเขาไม่ได้รู้จักผู้จัดการชางจูดีนัก เขาจึงรักษาระยะห่าง
คิมแจจุงจำได้ว่า “จริงๆ แล้วมันมีคนมากมายที่พูดไม่ดีเกี่ยวกับพี่ชางจู ดังนั้นผมเลยรู้สึกกังวล นอกจากนั้นเขาดูเหมือนจะไม่ได้รู้เรื่องดนตรีมากนัก เพราะงั้นผมเลยไม่สามารถกำจัดความคิดอย่างว่า ‘เราจะไว้ใจเขาและทำงานด้วยกันได้ยังไง?’ ออกไปได้”
และเวลาก็ผ่านไป ผู้จัดการแบคทำงานตามวิธีของเขาโดยไม่พูดอะไร มันไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นสังเกตเห็นถึงความไม่ไว้วางใจของสมาชิกวง แต่เขาทำตามแบบของตัวเองเหมือนทุกทีเพื่อรักษาสัญญากับตัวเองและสมาชิกวง สัญญาที่เขาพึมพำกับตัวเอง อย่างแรกเลยคือเขาพยายามในการขอคำสั่งศาลชั่วคราวสำหรับเรื่องการทำงานอย่างอิสระของ JYJ เมื่อได้เห็นความพยายามของเขาแล้ว สมาชิกวงเริ่มเปิดใจให้เขาทีละน้อย
“พอเราได้เห็นเขามากขึ้น เราเริ่มไว้ใจเขาอย่างช้าๆ แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เขารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเราจนถึงที่สุด ดังนั้นเราเชื่อว่าเขาเป็นคนที่พึ่งพาได้ เราตัดสินใจจะทำงานกับบริษัทที่ยืนยันจะให้อิสรภาพแก่เราแทนที่จะเป็นเงิน คนที่ยืนยันคำนั้นได้คือผู้จัดการแบคครับ” (คิมจุนซู)
จากมุมมองของคิมแจจุง ผู้จัดการแบคเป็นคนที่ ‘ละเรื่องส่วนตัวของตัวเองเพื่อมาทำงานเพื่อเราเพียงอย่างเดียว’ “ในขณะที่ผู้คนพยายามจะหลอกล่อเราด้วยเงิน ไม่มีใครเลยที่ปฏิบัติต่อเราอย่างสละเวลาและความพยายาม โทรศัพท์หลายๆ สายโทรเข้ามาจากคนรอบข้างของผมพูดไม่ดีเกี่ยวกับพี่ชางจูและวันหนึ่งผมก็พบว่าตัวเองปกป้องพี่ชางจูโดยบอกว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้น ผมถึงขนาดบอกพวกเขาว่าไม่มีใครอีกแล้วนอกจากพี่ชางจูที่จะใช้ทุกอย่างที่เขามีเพื่อเรา คนๆ เดียวคนนั้นกำลังยืนอยู่เคียงข้างเรา”
นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้จัดการแบคกลายเป็น ‘พี่’ และพวกเขาไม่ลังเลที่จะเรียกเขาว่า ‘พี่’ เลย “พี่ชางจูระดมทุนจากทรัพย์สินที่ดินและเงินทุนส่วนตัวของเขาเพื่อพยายามจะกอบกู้ JYJ มันอาจจะจบลงด้วยความล้มเหลวก็ได้ แต่เขาช่วยเหลือในความพยายามอย่างบ้าระห่ำของพวกเราอยู่เงียบๆ ขึ้นกับว่าคุณมองว่ามันบุ่มบ่ามสักแค่ไหน จริงๆ แล้วเราทราบเรื่องนี้ภายหลังจากนั้นนานครับ เพราะเขาไม่ใช่คนประเภทที่ต้องให้คนอื่นรอบตัวได้รู้ว่าการทำงานของเขาเยี่ยมแค่ไหน และเขาเป็นคนประเภทที่แค่ทำงานต่อไปโดยไม่พูดอะไร” (คิมแจจุง)
ด้วยขั้นตอนนั้น สมาชิกวงเริ่มสามารถผ่อนภาระในจิตใจและยอมรับว่าผู้จัดการแบคจะเป็นคนที่ไม่โกหกพวกเขาและน่าเชื่อใจมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ตอนนี้พวกเขามีพี่ชายที่ไว้ใจได้คนหนึ่งที่จะต่อสู้ในนามของพวกเขา พวกเขาดูเหมือนจะรู้สึกว่ามีความสุขกับอิสรภาพที่หวังไว้มากขึ้นและมุ่งมั่นกับงานดนตรี พวกเขาเปลี่ยนแปลงความเชื่อใจในตัวผู้จัดการแบคไปเป็นความรักในการแต่งเพลง
__________________________________________________

– จุดเริ่มต้นซึ่งทั้งหมดที่เรามีคือความรักและความไว้ใจ –

ทั้งสามคนยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่บริษัทที่มีระบบสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ตอนนี้พวกเขาก็มีรั้วล้อมเล็กๆ พวกเขาเริ่มต้นใหม่ด้วยความคิดเหมือนกับคนที่เพิ่งฝึกหัด พวกเขาไม่ได้มีออฟฟิศหรือมีชื่อบริษัท ผู้จัดการแบคเป็นทีมงานคนเดียวที่พวกเขามี “ตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลยจริงๆ ครับ บริษัทตอนนี้ใหญ่แค่ไหนแล้วนะ? เรามีทีมงานมากขึ้นเยอะและเรากำลังทำงานในระบบที่ได้รับการวางโครงสร้างมาแล้ว บอกตามตรงว่าตอนแรกเราก็มีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกับพี่ชางจู แต่พอเราพูดคุยกันต่อไป เขาพยายามจะรับฟังความคิดเห็นของเราและสบตาเราอย่างกระตือรือร้น” (คิมแจจุง)
“มันไม่มีความเกลียดชังต่อบริษัทเดิมเพราะผมออกมาเพื่อจะมีความสุข ตอนที่เราตัดสินใจเริ่มต้นใหม่กับพี่ชางจู เขาบอกว่าเขาจะการันตีว่าอย่างน้อยจะมีกำไรระดับต่ำสุดนะ เราทุกคนเอาแต่หัวเราะ แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลายเป็นความจริงแล้ว ผมรู้สึกขอบคุณนโยบายของบริษัทและแนวความคิดที่เห็นแก่เรามากกว่ากำไร ไม่ว่าจะตัดสินใจอะไรก็ตาม บริษัทเลือกการลงทุนในระยะยาวสำหรับเราแทนที่จะเป็นการได้ประโยชน์ในทันที และพิจารณาเรื่องของเราเป็นอย่างแรกครับ” (คิมจุนซู)
“ต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายเพื่อจะต่อสู้ แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้มีเพียงพอในตอนแรก บริษัทไหนๆ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เวลาที่เราพูดถึงเรื่องที่ควรจะปรับปรุง เรื่องพวกนั้นก็ได้รับการปรับปรุงจริงๆ ผมชอบมากๆ เลยครับ เราพยายามจะทำงานด้วยกันและประนีประนอมร่วมกัน จริงๆ แล้วพี่ชางจูเสียสละมากกว่าเยอะ ผมชอบบรรยากาศที่เหมือนครอบครัวด้วยครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องการเป็นพิเศษ เราเจอกันเป็นการส่วนตัว ไปดื่มกับพนักงานและพูดคุยกันบ่อยๆ” (ปาร์คยูชอน)
ที่จริงแล้ว JYJ ไม่ได้อยู่ภายใต้สัญญาผูกขาดกับ C-JeS Entertainment ที่นำทีมโดยแบคชางจู มันไม่มีสัญญาผูกขาดหรือเงินล่วงหน้าใดๆ เรื่องแบบนี้เป็นไปได้เพราะพวกเขาพยายามจะเข้าใจกันและกันและเห็นพ้องกันในการแก้ไขปัญหาด้วยการสื่อสารพูดคุย
“บางทีพี่ชางจูก็ทำผิดพลาดเพราะเขาก็เป็นคนธรรมดา แต่เราพูดคุยกันในบรรยากาศเหมือนเป็นครอบครัว เดิมทีผมจะส่งยูฮวานไปอยู่บริษัทเอเจนซี่อื่น เพราะเขาเป็นน้องชายของผม ผมคิดว่ามันอาจจะไม่สะดวกนักที่เขาจะเป็นศิลปินในบริษัทเดียวกัน แต่ผมชอบบรรยากาศเหมือนครอบครัวแบบนี้ ยูฮวานก็เลยได้อยู่กับเรา สิ่งที่ผมรู้สึกขอโทษต่อพี่ชางจูมากที่สุดคือว่าเขากำลังแบกรับภาระของเรา ถ้าเขาไม่ได้รับเราเข้ามา เขาคงจะได้ทำงานในสภาพที่สบายใจและดีกว่านี้… ปกติพี่เขาไม่ร้องไห้แต่ผมก็เคยเห็นน้ำตาของเขา” (ปาร์คยูชอน)
__________________________________________________

– กลับสู่โลกกว้างอีกครั้ง หัวเราะอย่างสุขใจ –

ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่พวกเขาต้องอดทนนำความหวังครั้งใหม่มาในที่สุด
เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2009 ศาลรับเรื่องการขอคำสั่งศาลชั่วคราวที่สมาชิกทั้งสามคนยื่นเพื่อระงับผลบังคับใช้ของสัญญาผูกขาดต่อบริษัท SM Entertainment ศาลยังไม่รับเรื่องคดีฟ้องร้องเรียกการชดใช้ค่าเสียหายและการยืนยันว่าสัญญาผูกขาดนั้นถูกต้องตามกฎหมายที่บริษัท SM Entertainment ยื่นฟ้องอีกด้วย
ความปลื้มใจนั้นเหนือจินตนาการ แม้ว่าจิตใจของพวกเขาจะผ่อนคลายกับการคิดว่า “ถ้าเราไม่ได้ทำงานก็ไม่เป็นไร” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พวกเขาก็ไม่เคยหัวเราะออกมาจากใจเลยจนถึงตอนนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว การตัดสินของศาลมอบโอกาสที่จะกางแขนออกและสูดหายใจลึกๆ เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาไม่มีความกลัวเหลืออยู่อีกเนื่องการความถูกต้องของการกระทำของพวกเขาได้รับการพิสูจน์
ในตอนที่ศาลรับการยื่นขอคำสั่งศาลชั่วคราว คิมจุนซูกำลังอาบน้ำอยู่ คิมแจจุงที่อยู่บ้านเดียวกับคิมจุนซูได้ยินว่าพวกเขาชนะคดีและตะโกนเรียกเสียงดัง “จุนซูยา!” “แค่ได้ยินเสียงของพี่แจจุงกี้ผมก็รู้สึกได้โดยสัญชาตญาณ ‘อ้า เราชนะสินะ’ ไม่มีคำพูดใดจะอธิบายถึงความสุขที่ผมรู้สึกได้ ผมร้องไห้หนักมากในขณะที่ปล่อยให้น้ำไหลจากฝักบัว คุณพ่อของผมไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน แต่เขากลับสูบบุหรี่หนักตอนที่คดีกำลังดำเนินอยู่ เขาสัญญาจะเลิกสูบบุหรี่ตอนที่เราชนะคดี และเขาทำอย่างนั้นจริงหลังจากเราชนะ”
หลังจากดีใจกันราวกับพวกเขาชนะโลกมาทั้งใบ พวกเขาเริ่มต้นรับความท้าทายใหม่ๆ ด้วยพลังนั้น
Source: JYJ Magazine (The Story of 1,000 Days – Korean and Japanese) / Xiah俊秀吧官方微博 Translated by: Jen_babylove / chloe6002 / Xiah_Press
แปลไทย: ลูกแก้วใสกิ๊งระริ๊ง
เรื่องนี้ถูกเขียนใน JYJ และติดป้ายกำกับ , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

7 ตอบกลับที่ [Trans] JYJ Magazine บทที่ 1: สมาชิกวง JYJ พูดถึงความลำบากที่พวกเขาต้องทนตอนออกมาจาก SM – ฉบับเต็ม

  1. Mine_JYJ พูดว่า:

    มันรู้สึกบอกไม่ถูก..กับคำว่าหัวเราะทั้งน้ำตา เพิ่งจะรู้สึกเศร้ากับปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ JYJ ร่วมกันฝ่าฟันมา กลับรู้สึกว่ากำลังใจของพวกเขามีได้เพราะสมาชิกด้วยกันเอง ชอบนะความรู้สึกที่ว่า ไม่ต้องพูดคำพูดใดๆแค่อยู่เคียงข้างกันก็รู้สึกว่ามีกำลังใจเข้มแข็งแล้ว..ความสัมพันธ์ของพวกเค้ามันเป็นมากกว่าแค่คำว่า สมาชิกวง แต่มันเป็นราวกับ สมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ต้องขอบคุณพี่ชางจูนะ ที่ทำให้พวกเขา JYJ ได้ทำตามความฝันอีกครั้ง [ อย่างมีอิสระและความสุขกับสิ่งที่รัก] และต้องขอบคุณพวกเขา แจจุง ยูชอน จุนซู อีกครั้งที่ยืนหยัดต่ออุปสรรคต่างๆข่าวลือต่างๆนานาแต่มันก็ไม่สามารถทำลายความฝันของพวกเขาได้ ขอบคุณนะเจวายเจที่ไม่ยอมละทิ้งความฝันสร้างสรรผลงานที่ดีและมีคุณภาพและความหมายที่ซึ้งตรึงใจในบทเพลงที่บางเพลงนั้นแต่งขึ้นมาเองจากความรู้สึกลึกๆจากข้างใน มันทำให้ฉันคิดดีแล้วว่าเลือกไม่ผิดเพราะใจของเรามาทางคุณตลอด..จากที่รักมากๆกลับชื่นชมมากยิ่่งขึ้นไปอีกกับความพยายามทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะสามารถมายืนบนเวทีร้องเพลงได้อีกครั้ง ทั้งแสดงหนัง ละคร และละครเวที อย่างอิสระ โบยบินตามที่ใจต้องการ ไม่ต้องทนทรมานกับความอึดอัดใจ..

    ไม่ผิดหวังที่รักพวกคุณ JYJ
    เคียงข้างตลอดไป..

  2. jajingjajae พูดว่า:

    ขอบคุณทีมงานมาก ๆ ค่ะ การได้รับรู้เรื่องราวความยากลำบากของพวกเค้า ทำให้ตัวเราเองมีพลังเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา ดีใจที่ได้รู้จักและรักพวกเค้า

  3. nok พูดว่า:

    ก็ไม่รู้จะบรรยายอะไรอ่านจบปุ๊บ น้ำตาก็คลอปั๊บ ตอนนั้นที่เห็นรอยยิ้มสามคนตอนอยู่ 5 คน อยู่
    บริษัทเดิม นั้นคือรอยยิ้มที่ต้องแลกกับความอึดอัด เจ็บปวด คำสัญญาว่าจะอยู่ 5 คนตลอดไป
    ถ้ามองจากตอนนี้ มันไร้ค่ามากกับความรู้สึกของ เรา(ที่เป็นแฟนวง TVXQ) มาตั้งแต่ปี 2004
    เราในตอนนั้นที่พวกเขาแยกออกมาใหม่ๆรู้สึกแย่มากที่ยึดติดกับประโยคนั้น กล่าวโทษ ว่าทำไม
    ไม่รักษาสัญญา พอนึกถึงรู้สึกว่าตัวเอง ปัญญาอ่อนจริงๆ แต่ก็นะ ตอนนั้นก็เลือกรัก สามคน มา
    โดยตลอด จนเห็นทั้งความเจ็บปวด อึดอัด การกลั้นแกล้ง การกล่าวร้ายจากคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อน
    สนิท เพื่อนรัก ไม่คิดว่าจะทำกันได้ เอาเถอะ อิสระที่ต้องแลกกับความจริงหลายๆอย่าง ดูแล้วคุ้มค่า
    มาก ขอบใจ สามแสบ JYJ ที่ทำให้เห็นว่าวงการเกาหลีที่นักร้องมันบอกว่ารักกันนักหนา ที่แท้ก็
    โกหกทั้งนั้น วงการเน่าซะยิ่งกว่าเน่า อิจฉาริษยาหาความจริงใจยาก ปากบอกรักหน้าจอ แต่นอกจอ
    กัดกันอย่างดับอะไรดี ………………

    รักสามแสบเสมอนะ ติดตามผลงานตลอดบอดตรงๆ นักร้องเกาหลีนอกจาก JYJ แล้วไม่คิดจะสน
    ใครเลย ถ้าไม่มี JYJ ก็กลับมาบ้าญี่ปุ่นร็อคต่อฮาๆๆๆ

    • poojj พูดว่า:

      เข้ามากดไลค์ให้ค่ะ ถูกใจมากถึงจะพวกเขาหลังคุณ (รู้จักตอนไรท์ซิ่ง ซัน) แต่ก็ผูกพันกันมานาน คิดเหมือนคุณทุกอย่าง ทั้งช่วงแรกที่ว่าทำไมต้องแยก จนเลือกอยู่ทางนี้เพราะติดแสียงแจจุงอย่างเดียวตอนแรก ไปๆมาๆ ตอนนี้ภูมิใจที่เลือกรักไม่ผิดข้างค่ะ

      อ้อ ขอบคุณ รบอจ.ค่ะ

  4. twenty5 พูดว่า:

    ขอบคุณทีมงานมากๆนะคะ
    สำหรับบทความนี้

  5. sugus พูดว่า:

    ขอบคุณค่ะรบอจ และ คุณ ลูกแก้วใสกิ๊งระริ๊ง ^^
    ไม่รู้จะพูดยังไงอ่านแล้วน้ำตาจะไหล การที่ต้องอดทนและอดทนโดยไม่พูดอะไร การที่รู้สึกกดดันมากมาย การได้ยินคำพูดต่างๆนานาจากคนใกล้ชิดและการถูกหักหลังจากคนที่ไว้ใจ ตอนนั้นเราเองเครียดมากคิดว่าทำไมต้องแยกอ่ะ แยกออกมาจะดีหรอ กังวลไปหมดต้องนั้นก็ห่วงทั้ง 5 คน และก็อยากให้อยู่กันเหมือนเดิม แต่เมื่อสถานการณ์มันดูแย่ลง ข่าวต่างๆที่โจมตีสามแสบมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตัดสินใจจะยืนเคียงข้างสามแสบไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามจนถึงตอนนี้ดีใจที่เลือกไม่ผิด ทั้งสามคนมุ่งมั่นตั้งใจที่ทำผลงานตอบแทนแฟนๆและต่อสู้ทุกอย่างแม้จะไม่ได้ออกสื่อใดๆเลยแต่ผลงานกับเป็นที่กล่าวถึงกันมากมาย ดีใจนะที่ทั้งสามไม่โกธรเกลียดใครแม้บริษัทเดิมก็ตาม คิดซะว่าถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นี้คงไม่ได้ทำงานอย่างอิสระและมีความสุขแบบวันนี้

  6. ailauq พูดว่า:

    อ่านจบแล้วจะร้องไห้ น้ำตาคลอเลยยย
    สงสาร เข้าใจ ดีใจ แล้วก็ทึ่งในตัวพวกเค้าไปด้วยจัง
    กว่าจะผ่านมาจนทุกวันนี้ได้ ลำบากเหลือเกินเลยเน้อ
    แต่สุดท้ายก็เดินมาจนถึงวันนี้แล้ว
    ความสุขที่แท้จริงคืออะไรก็น่าจะพบเจอสิ่งนั้นกันแล้ว
    ดีใจด้วยนะคะพี่ ดีใจที่ผ่านมาจนถึงวันนี้
    ดีใจที่ตัดสินใจถูก รู้สึกทึ่งในความหนักแน่น
    ขอให้ต่อไปนี้จนตลอดไป พวกพี่จะมีแต่ความสุขนะ
    ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆค่ะ ถึงจะไม่ได้อยู่ข้างๆคอยซัพพอร์ทตลอดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
    แต่ก็ยังติดตามเรื่องของพวกพี่ตลอด ไม่รู้ว่าเป้าหมายของพวกพี่มันอยู่ ณ จุดไหน
    แต่แค่รู้ว่าพวกพี่มีความสุข และลดภาระความเครียดมหาศาลพวกนั้นไปได้
    หนูก็ดีใจแล้ว

    ขอบคุณ รบอจ. มากนะคะ

    คิดถึงเจวายเจทั้งสามคนจัง รีบๆออกอัลบั้มรวมกันเน้อ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s